Realtime website trackingRealtime blog tracking

Unstable wimpy thing

I can’t be a sinner. I also can’t be a saint. There’s always such grey zone to our feelings and we can’t really define ourselves precisely. Sometimes we try hard to make things morally right, sometimes we just let bad things happen telling people this is the best we can help. I think even God finds it’s hard to differentiate … us, unstable human beings.

I spent lots of time struggling with this for all my life up until now. Can’t get rid of such paradox in my head. Feeling a bit like a loser when I have to accept that I’m no good person either, no matter how hard I tried to make things good. Yes that’s me and it is sad though. So what do I do now ? I let time goes by, enjoy my everyday life, pretend that cruel world doesn’t exist from times to times, pretend that I really have nothing to do with their troubles, defend myself by saying “I’m just a human and my responsibility covers only myself – or if I can add few more people – my sister, my mother, and Jack” … well that’s all.

Could this be one of the simplest natural rules ?

Why am I writing about this ? Maybe I just want to note that a wimpy me used to think like this on an exhausting day.

[Review] บลัชออนเนื้อเจลที่ใช้อยู่

รีวิวจ้า บลัชออนเนื้อเจลที่ใช้อยู่ปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 2 ตัว คือ Smashbox O-glow อยู่มาเป็นปีแล้วไม่หมดสักที กับ Etude Nymph Aura Jelly Tint Blusher อันนี้เพิ่งซื้อมาไม่กี่เดือนนี้เอง … สาเหตุที่หยิบเรื่องบลัชออนชนิดเจลขึ้นมาก็เพื่อจะบอกว่า บลัชออนเนื้อเจลเหมาะจะเป็น “ของเล่น” มากกว่าใช้งานจริงจังค่ะ ^ ^’

คือซื้อมาใช้ได้ ซื้อมาหลายๆอันก็ได้ อันนี้เราไม่ห้าม (เราก็หลงซื้อมาเพราะมันดูน่ารักดีเหมือนกัน <3) แต่เราเอาจริงเอาจังกับมันไม่ค่อยได้นะ ทั้งนี้เป็นเพราะมันไม่ค่อยได้ประสิทธิภาพตามหน้าที่ของบลัชออนเท่าไหร่ – เกลี่ยยาก สีติดไม่ทน จางไว … ดังนั้นหากจำเป็นต้องแต่งหน้าที่อาศัยความ “เป๊ะ” มากหน่อย เลือก medium ชนิดอื่นดีกว่าเน้อ ~*

( ไม่ปาดสีให้ดูในรูปนะ ลองเสิร์ชบน Google มีเยอะแล้วค่ะ ถ่ายรูปชัดกว่าเราอีกแน่ะ ! )

1. Smashbox O-Glow

- เนื้อเจลสีใส พอปาดแล้วจะกลายเป็นสีชมพูอ่อน

- หลังจากปาดไปแล้ว สีที่เหลือติดนิ้วจะเห็นว่าทนมากกว่า Jelly Tint (ข้อ 2) นะ เนื้อเจลดูแน่นกว่า

- ตามโฆษณาบอกว่าสามารถกลืนเข้ากันได้ดีกับทุกสีผิว อันนี้เราว่าจริง แต่เวลาผ่านไปสีก็ไม่ทนอยู่ดีนะ

- ราคาแพงกว่าข้อ 2 หลายเท่าตัวอยู่

2. Etude Nymph Aura Jelly Tint Blusher

- เนื้อเจลสีตามเบอร์หลอดค่ะ (มีสีชมพู และสีที่ออกแดงส้ม เราซื้อสีชมพูมา)

- เนื้อเจลดูเหลวกว่าหน่อยนึง หลังจากปาดไปแล้ว สีที่เหลือตกค้างติดนิ้วแทบมองไม่เห็นเลยจ้า

- แต่งหน้าเสร็จแรกๆก็โอเคนะ พอนานๆไปก็หายเหมือนกัน

- ราคาไม่แพงเลยจ้า

- – - – - – - – - – - — – - – - — – - – - — – - – - — – - – - — – - – - — – - – - — – - – - -

ถามว่า บ่นเรื่องสีติดไม่ทนขนาดนี้ แล้วยังจะซื้อบลัชออนชนิดเจลต่ออีกไหม ?

ถ้าเจอแพคเกจน่ารักๆ เราก็ซื้ออีกค่ะ … แพ้ทางเรื่องนี้ (ฮ่า) อย่างน้อยก็เอามาแต่งเล่นแบบใสใสก็ได้

ไม่ต้องจริงจังกับสีมาก พกพาง่าย เอาไปเติมเรื่อยๆก็ได้นะ  ไม่ต้องใช้แปรงเหมือนบลัชออนชนิดตลับด้วย

: 3

nostalgia .

หลายสิ่งเหมือนจะถูกลืมไปแล้ว หลายสิ่งกลับมาวนซ้ำที่เดิมอยู่ในฝันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ไม่ใช่ฉันคนเดียวที่ยังคงฝันถึงวัยเรียน โต๊ะเรียน เพื่อนร่วมห้อง การบ้าน การเข้าสอบคณิตศาสตร์
เคยคุยกับพี่ชายอายุสามสิบกว่าคนหนึ่ง เขาบอกว่าทุกวันนี้เขาก็ยังฝันแบบนั้นอยู่เลย
อีกหลายๆคนยังฝันว่าตัวเองเข้าสอบไม่ทัน ไม่ได้อ่านหนังสือมา ไม่ได้พกอุปกรณ์เครื่องเขียนมา
มันอาจจะบอกถึงภาวะกลุ้มกังวลบางอย่างในจิตใจ หรืออาจจะไม่ได้บอกอะไรเลยก็ได้

บ้านหลังที่ฉันเห็นบ่อยที่สุดในฝันเป็นบ้านในวัยเด็กที่เกิดและเติบโตมา บางฝันจะมีบ้านหลังอื่นๆ
ที่เคยย้ายไปอยู่บ้างไม่กี่ปีโผล่มา แต่ฝันถึงบ้านหลังแรกหลังนั้นบ่อยที่สุด ตำแหน่งห้องแบบเดิม
ทางเดิน รั้ว หน้าบ้าน หลังบ้าน ต้นไม้ บางครั้งก็ฝันว่าหนีจากอะไรข้างนอกเข้าบ้าน วิ่งขึ้นชั้นสอง ล็อคห้อง
บางครั้งก็ฝันว่าหนีอะไรออกจากภายในบ้าน ปีนออกจากรั้วไป บินไปให้ไกลๆ  (ในฝันฉันบินได้เสมอ
คล้ายๆกับการว่ายน้ำหรือดำน้ำ ซึ่งจริงๆแล้วในชีวิตจริงทำไม่เป็นนะ)

เมื่อครู่นอนดูยิหลับ เอามือเขี่ยหนวดดู แล้วจู่ๆก็คิดขึ้นมาว่า ถ้าวันหนึ่งไม่มียิแล้ว
ก็คงยังต้องฝันถึงอยู่อย่างแน่นอน … เป็นสิ่งที่คุ้นเคยที่สุด เป็นเหมือนบ้าน
ไม่ได้สังเกต ไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดเท่าไหร่ ไม่รู้จะจดจำส่วนไหนก่อนส่วนไหนดี
แต่ไม่ลืม … และยังคงกลัวการจากลาอย่างน่าประหลาด

ฝัน

เมื่อคืนฝันว่ากำลังจะย้ายของออกจากหอพักนักเรียน ของมันเยอะมากจนคิดว่าจะย้ายไม่หมด บอกใครสักคนว่าให้มาช่วยเก็บหน่อยหลังจากทำธุระของเขาเสร็จแล้ว แต่ก็หายไปเลย .. เก็บไปเก็บมาก็นึกขึ้นได้ว่า แล้วใครจะมารับละนี่ ?!!  คิดจะโทรหาทางบ้านแต่ก็ไม่ได้ทำ ..

ก่อนหน้านั้นฝันถึงเพื่อนที่เตรียมฯ ว่าเป็นวันสุดท้ายของการเรียนมีการแลกเซ็นเสื้อด้วย แต่บรรยากาศมันเหมือนเย็นๆหรือกลางคืนแล้ว ไปแลกกันที่ดาดฟ้า เพื่อนบางคนก็ใช้มือเซ็นเอา บางคนใช้ตราปั๊มอันใหญ่ๆปั๊มเลย บางทีมันก็จาง สีไม่ค่อยติดผ้า

เหตุการณ์ไม่ค่อยประติดประต่อ

ก่อนตื่นจำได้ว่าเจอเหตุการณ์วุ่นวายบางอย่างที่มีผู้นำบังคับให้ทำโน่นนี่ เราอึดอัดมากเลยหยิบไมค์ที่เขาถือมากรี๊ดยาวๆ เสียงที่ออกมาเหมือนไมค์หวีด คนอุดหูกันใหญ่ แล้วผู้นำคนนั้นก็บอกว่าเข้าใจเราแล้ว … เราทำหน้าไม่เชื่อว่าเข้าใจ เขายืนยันว่าเข้าใจเราแล้ว เราเดินหันหลังออกมา ผู้คนแยกย้าย เราตื่นมาและคอแห้งมาก ;____;

อะไรเนี่ย ?!

สารคดี อุกกาบาต และการกลับมารักกันอีกครั้ง

” เพราะตอนแรกเริ่ม ไม่รู้เหมือนกันว่าทำให้เธอรักฉันได้อย่างไร … ครั้งต่อไปก็คงไม่รู้เหมือนกัน ว่าจะทำให้เธอกลับมารักฉันอีกครั้งได้อย่างไร ”

คิดแบบนั้นก็เลื่อนลอยไปหน่อย จะพูดให้ถูกต้องคือ ต่อให้รู้ว่าเธอเริ่มรักฉันได้อย่างไร ก็ไม่การันตีว่าการทำแบบนั้นอีกครั้ง จะทำให้เธอกลับมารักฉันอีก … คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาในขณะที่กำลังดูสารคดีการจำลองอุกกาบาตตกบนโลก โลกใบนี้ที่ทุกวันก็ยังหมุน ฉันที่เติบโตไปพร้อมๆกับการหมุนของมัน และเธอที่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆกับการเติบโตของฉัน วันนี้ยังไม่มีใครเลิกรักใคร วันนี้ยังหลับตานอนอย่างสบายใจได้

ส่วนคำถามที่ว่า ถ้าอย่างนั้น จะป้องกันอย่างไรดี จะต้องทำตัวแบบไหนเพื่อรักษาความรักเอาไว้ เพื่อทะนุถนอมกันเอาไว้ … คิดง่ายๆเลยว่า ในเมื่อเราคาดการณ์รูปแบบการเปลี่ยนแปลงไปของความรักไม่ได้  เราจะทำนายได้ด้วยหรือว่าควรป้องกันที่เหตุปัจจัยใด ไม่ว่าการเป็นตัวของตัวเองต่อไป หรือการพยายามใจเย็นขึ้น หรือการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เร่าร้อน หรืออ่านหนังสือให้ฉลาดมากขึ้นเพื่อเพิ่มทักษะ เพิ่มเรื่องพูดคุย ทางไหนก็เสี่ยงเท่าๆกัน สุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านี้ที่พลันคิดขึ้นมา ล้วนเป็นคำถามที่ไม่มีวันตอบได้เลย

พิธีกรชายหน้าหนวดในรายการสารคดีกำลังบอกฉันว่า ยังไงก็คงจะมีดาวเคราะห์น้อยสักดวงพุ่งมาชนโลกอยู่ดี ไม่ช้าก็เร็ว …

เรื่องที่จริงจัง และเรื่องที่ไม่จริงจัง

เรื่องที่จริงจัง และเรื่องที่ไม่จริงจัง

บางครั้งเราก็ปล่อยให้เรื่องที่เคยคิดว่าจริงจัง กลายเป็นเรื่องไม่จริงจังแล้วก็ให้ลอยผ่านไปเสียอย่างนั้น
คงเป็นเพราะโตเกินจนไม่มีแรงจะยื้อยึดกับอะไรอีกต่อไปแล้ว
ต่างกับสมัยวัยรุ่น … ไม่เคว้งใจ ไม่มีเหตุให้ต้องยืนยันอัตลักษณ์ของตัวเองอีกต่อไปแล้ว

แต่แบบนี้ก็ดี เพราะเมื่อตัดสินใจกับอะไรบางอย่างไปด้วยอารมณ์ ก็แค่รับผลที่ตามมาจากนั้น
ไม่ต้องพะวงทำเก๊กไปอีกนานแสนนาน ว่าฉันยังยึดติดอยู่กับอารมณ์นั้นๆนะ ฉันยังโกรธเธอนะ
ฉันจะเกลียดเธอไปจนตายนะ อะไรแบบนั้น … อยากจะปล่อยก็ปล่อยลงได้

ไม่ต้องกลัวว่าตัวเองจะถูกกล่อมให้เชื่องและมักง่ายกับความรู้สึกที่ควรต่อต้าน

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

แต่ก็ไม่ใช่ว่าฉันให้อภัยอดีตเสียทุกเรื่องหรอกนะ

การรับรู้ถูกบิดเบือนได้โดยง่าย

การรับรู้ถูกบิดเบือนได้โดยง่าย

ก่อนจะได้รู้จักใครบางคน เรารับรู้ตัวตนของเขาจากข้อมูลเลื่อนลอย ตามแต่เราได้ยินได้ฟังมา
เมื่อได้พูดคุย เรารับรู้ตัวตนของเขาจากสิ่งที่เขาพูด เรื่องที่เขาใส่ใจ การตอบสนองต่อเรื่องที่เราใส่ใจ
เมื่อเห็นหน้าตา เรารับรู้ตัวตนของเขาจากบุคลิกท่าทาง การดูแลตัวเอง อวัจนภาษาที่สนทนากัน
เมื่อไม่ได้พบหน้าตากันอีก เรารับรู้ตัวตนของเขาจากจินตนาการ จากความทรงจำผุๆกร่อนๆที่หลงเหลืออยู่ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง
ประกอบกับแฟนตาซีอื่นๆที่ปรุงแต่งลงไป จนสุดท้ายแล้วอาจทำให้เขาดูอัปลักษณ์พิกล หรือเป็นคนที่สวยงาม

ทั้งสี่คนใช่และไม่ใช่คนเดียวกันเลย

ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ใครที่กำหนดคนๆหนึ่งให้เป็นอย่างนั้นอย่างโน้น …
แต่น่าจะเป็นเพราะเรา “มอง” ให้เป็นอย่างนั้นไปเองเสียมากกว่า

กว่าจะรู้ตัวก็ไม่แน่ใจแล้วว่า สายตาเราจะยังมองอะไรได้ชัดอยู่อีกหรือ ?

กอด

ตอนเดินลงจากบันไดบีทีเอสรู้สึกประมาณว่า อยากให้มีคนกอดแน่นๆ แล้วให้ร่างกายค่อยๆละลาย สลายหายเข้าไปในตัวของคนๆนั้นไปเลย … ไม่เหลือร่องรอยของการเคยเป็นสสารอีก … กลายเป็นอะไรก็ได้ที่เพียงแค่ “เคยมี”

เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นมากระทันหันไปหน่อย และไม่รู้ว่ามาจากไหน

จริงๆกลับบ้านมามีคนรอกอดอยู่ แต่ร่างกายไม่ยักหายไปอย่างที่หวัง …

เพลงที่บรรจุอะไรไว้มากมาย

เช้านี้อากาศเย็นมากจริงๆ นอนอยู่ที่โซฟายังหนาวจนต้องดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัว แต่พอรู้สึกตัวได้ว่าควรลุกออกจากความฝันได้แล้ว เรื่องในความฝันไม่มีอะไรให้ติดตามต่อแล้ว (เกี่ยวกับการย้ายบ้าน หรือย้ายของออกจากบ้านแฟนอะไรสักอย่าง) ก็เลยตัดสินใจลุกขึ้นมาจนได้

อากาศนอกระเบียงดีมากๆ เย็นเยือกและสดชื่น อดไม่ได้ที่จะต้องรีบเขียน Blog รีบทวีต รีบอัพเดตสเตตัส รีบฟังเพลง ต่างๆนานา เหมือนกับว่ากลัวมันจะหายไปแล้วลืมความรู้สึกดีๆเสียอย่างนั้นแหละ ฮ่าฮ่า … ตามประสามนุษย์โซเชียลเน็ตเวิร์กนี่นา~!

ลาก Bean Bag ออกมาที่ระเบียงแล้วก็นั่งพิมพ์ไปฟังเพลงไป … เอาผักบุ้งเลี้ยงกระต่ายไปด้วยพลางๆ

หลายๆเพลงที่ Last.fm สุ่มเลือกมาให้ฟังตอนนี้เป็นเพลงที่ปกติไม่ค่อยกล้าเลือกฟังด้วยตนเอง ทั้งนี้เนื่องจากน้ำเสียงศิลปินเอง ท่วงทำนองเอง และเนื้อหาเพลงเองบรรจุอะไรไว้มากมายในยุคที่เราเอาเรื่องราวของชีวิตตัวเองลงไปผสมด้วย มันถูกผูกไว้กับผู้คน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะที่ฟังเพลงไปด้วย คิดว่าปรากฎการณ์แบบนี้ใครๆก็คงมีกันบ้างทั้งนั้น บางเพลงเป็นเพลงที่เคยร่วมกันฟังกับคนโน้น คนนี้ที่เคยมีความสัมพันธ์กัน พอมาถึงเวลาหนึ่งที่ความสัมพันธ์มันผุพัง จบลง ก็ทนฟังไม่ได้อีกต่อไปแล้ว จนเมื่อเกิดความสัมพันธ์ครั้งใหม่ ก็ยังแสร้งว่า “ไม่มีโอกาสได้เปิดฟัง” ต่อไปอยู่ดี … ฮ่าฮ่า … จริงๆถ้าจะลองฟังจนจบเพลงก็พบว่ามันไม่ได้พาอะไรกลับมาหรอก ไม่มีเลยสักอย่างเดียว เราแค่กลัวไปเองว่าภาพอะไรก็ไม่รู้จะลอยขึ้นมาทำร้าย

เพิ่งฟังเพลงของ Lifehouse จบไป สมองได้บันทึกลอยๆไว้เมื่อนานมาแล้วว่า ความทรงจำที่ผูกไว้กับเพลงต่างๆของศิลปินวงนี้ก็ร้ายกาจทีเดียว เป็นไปได้จะไม่เปิด Lifehouse เลยทั้งๆที่แต่ก่อนชอบมาก แต่แปลกที่พอให้ลองฟังจริงๆ ให้ลองนึกจริงๆ กลับนึกไม่ออกว่าเกิดเรื่องแย่อะไรขึ้น (อีกแล้ว ฮ่าฮ่า)

หากถามว่าแล้วทีนี้จะกล้าเปิดเพลงโปรดในสมัยก่อนขึ้นมาฟังเองบ้างแล้วหรือยัง ? ยังนะ … ยังไม่ไหวอะ เราขี้ขลาด (ฮ่าฮ่าฮ่า) อยากเป็นคนไม่มีอดีต เท่าที่จำได้ไม่เคยชอบตัวเองในช่วงเวลาที่ผ่านมาเลย ไม่ชอบตอนเด็กๆ เป็นเด็กก้าวร้าวเย่อหยิ่ง ไม่ชอบตอนวัยรุ่น เป็นวัยรุ่นที่สับสน ปัญหาเยอะ ไม่ชอบตอนเริ่มเป็นสาว อารมณ์เปราะบางมาก … ตอนนี้อายุยี่สิบสี่แล้ว น่าจะเรียกว่าเริ่มเป็นป้าแล้วหรือยัง ?

นั่นสินะ ?

วัยรุ่น #2

ในช่วงวัยรุ่นเคยคิดแต่จะมองรอบตัว หาใครสักคนที่เจ็บปวดอยู่กับบางสิ่งเหมือนกัน ผ่านประสบการณ์เลวร้ายมาเหมือนกัน มาพูดคุยกัน ทำความรู้จัก ร่วมนั่งหัวเราะ จมทุกข์ หรือบำบัดไปพร้อมกัน เพียงเพื่อยืนยันกับตนเองว่า “เห็นไหม ใครๆเขาก็ผ่านไปได้” …

อันที่จริง นั่นก็ไม่ผิดเท่าไหร่ ฉันได้รู้จักและสร้างความสัมพันธ์บางอย่างกับคนหลายๆคนในช่วงเวลาเหล่านั้น แม้ว่าตอนนี้จะไม่มีความหมายอะไรแล้วก็ตาม ช่วงเวลาพวกนั้นมันเหมือนจะ … แค่หายไป หายไปเฉยๆอย่างนั้นเอง ไม่ได้ต้องการใครหรืออะไรอีก

ไฟแห่งห้วงเวลาอันโชติช่วงและอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของวัยรุ่นสินะ … ที่มอดไป

Picture credit > http://some-where-in-brooklynn.tumblr.com/

© Copyright 2007 Love Foolosophy . Thanks for visiting!